เชิญคลิกไปแปลนบ้าน
ขอต้อนรับเพื่อนสมาชิกล่าสุด คุณ......สู่บ้านฅนธรรมดาครับ......สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ยืนยันอีเมล์ อย่าลืมกลับไปที่อีเมล์ที่ใช้สมัคร..คลิกยืนยันกลับมาด้วยน่ะครับ..หรือเมล์กลับมาที่ admin ตามอีเมล์ข้างล่าง หรือที่ KiLiN


» Welcome Guest
[ Log In :: Register ]

1 members are viewing this topic
>Guest

Page 1 of 512345>>

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]

reply to topic new topic new poll
กระทู้: เล่าขานตำนานเพลงลูกทุ่ง, สรุพล  สมบัติเจริญ< ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >
 Post Number: 1
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2003,07:27  Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เล่าขานตำนานเพลงลูกทุ่ง


     ถ้าจะพิจารณาถึงกำเนิดของเพลงลูกทุ่งแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเพลงลูกทุ่งถือกำเนิดมาเป็นระยะเวลานานเท่ากับเพลง ไทยสากล เนื่องจากแรกเริ่มเดิมทีนั้น ยังไม่มีการแยกประเภทเพลงไทยสากลออกเป็นลูกทุ่งหรือลูกกรุง ถือว่าเป็นเพลง กลุ่มเดียวกัน นักแต่งเพลงและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีหลายท่านในช่วงต้นล้วนแล้วแต่ไม่ประสงค์ให้แบ่งแยกเพลงไทยสากล ออกเป็นเพลงลูกทุ่งและ เพลงลูกกรุง

     อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าในยุคแรกมีนักร้องเพลงไทยสากลที่มีชื่อเสียงกลุ่มหนึ่งนิยมร้องเพลงที่มีสาระบรรยาย ชีวิตชาวชนบท หนุ่มสาวบ้านนาและความยากจน ชาวบ้านเรียกเพลงกลุ่มนี้ว่า "เพลงตลาด" หรือ "เพลงชีวิต"

        เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลานี้ มีนักร้อง แนวเพลงตลาดอยู่หลายคนที่แต่งเพลงเองด้วย อาทิ ไพบูลย์ บุตรขัน,ชลอ ไตรตรองสอน,พยงค์ มุกดา,มงคล อมาตยกุล,เบ็ญจมินทร์ (ตุ้มทอง โชคชนะ) ,สุรพล สมบัติเจรฺญ เป็นต้น ส่วนวงดนตรีที่เด่น ๆ ของเพลงแนวนี้ ได้แก่ วงดนตรี "จุฬารัตน"' ของ มงคล อมาตยกุล วงดนตรี "พยงค์ มุกดา" และวงดนตรี "สุรพล สมบัติเจริญ" นับได้ว่าวงดนตรีทั้งสามนี้ เป็นแหล่งก่อกำเนิดแยกตัวเป็นวงดนตรีเพลงลูกทุ่ง จำนวนมากในกาลต่อมา

     นักร้องที่ร้องเพลงแนวดังกล่าวในระยะต้นยังไม่เรียกกันว่า 'นักร้องลูกทุ่ง' นักร้องชายที่รู้จักชื่อกันดี เช่น คำรณ สัมบุณณานนท์, ชาญ เย็นแข, นิยม มารยาท, ก้าน แก้วสุพรรณ, ชัยชนะ บุณยโชติ, ทูล ทองใจ ฯลฯ ส่วนนักร้องหญิง ที่มีชื่อเสียงเด่น ได้แก่ ผ่องศรี วรนุช, ศรีสอางค์ ตรีเนตร

     เพลงลูกทุ่งแยกออกเป็นเอกเทศชัดเจนจากเพลงลูกกรุงนับตั้งแต่ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงสถานีไทย โทรทัศน์ โดยตั้งชื่อรายการว่า "เพลงลูกทุ่ง" เมื่อปลายปี พ.ศ.2507 และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 มีการ จัดงานแผ่นเสียงทองคำพระราชทานครั้งที่ 2 ปรากฎว่า สมยศ ทัศนพันธ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในฐานะ นักร้องลูกทุ่ง ชายยอดเยี่ยม จากเพลงชื่อ "ยอดทิพย์รวงทอง" (ในการจัดงานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2507 ยังไม่มีเพลงลูกทุ่งส่งเข้าประกวด)

      ผู้ที่ทำให้เพลงลูกทุ่งพุ่งผงาดอยู่ในความนิยมของวงการเพลงด้วยลีลาและรูปแบบเฉพาะตนคือ สุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งแต่งเพลง ร้องเองเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่มชีวิตจากการร้องเพลงจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ สุรพลชอบใช้เพลงจังหวะ รำวงในเพลงที่เขา แต่ง ผลงานเพลงของเขามีลีลาสนุกสนานครึกครื้นเป็นส่วนใหญ่ เช่น เพลง "เสียวไส้" "ของปลอม" ฯลฯ ยุคของสุรพล สมบัติเจริญ อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งพัฒนามาถึงจุดสุดยอดเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่ง อยู่ระหว่างปี พ.ศ.2506 - 2513 เป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งออกมาเป็นจำนวนมากมาย นักแต่งเพลงรุ่นนี้สืบทอดการแต่งเพลง มาจากครู เพลงในยุคต้น ตัวอย่างเช่น พีระ ตรีบุปผา เป็นศิษย์ของสมยศ ทัศนพันธ์ ส่วนศิษย์ของวงดนตรีจุฬารัตน์ ได้แก่ พร ภิรมย์, สุชาติ เทียนทอง และ ชาย เมืองสิงห์ นักแต่งเพลงที่สำคัญท่านอื่นๆ มีอาทิ เพลิน พรหมแดน, จิ๋ว พิจิตร, สำเนียงม่วงทอง, ฉลอง การะเกด, ชาญขัย บัวศร,สมเสียร พานทอง ฯลฯ

     ในช่วงยุคทองของเพลงลูกทุ่งนี้ มีนักร้องเกิดขึ้นใหม่หลายคนนักร้องเด่นของยุคนี้ได้แก่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพลิน พรหมแดน, พร ภิรมย์, ชาย เมืองสิงห์, ศรคีรี ศรีประจวบ ฯลฯ


    คำจำกัดความของเพลงลูกทุ่งคืออะไรในหนังสือกึ่งศตวรรษ เพลงลูกทุ่งไทย ก็ให้คำจำกัดความไว้ว่า "เพลงลูกทุ่ง หมายถึงเพลง ที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียง และลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศ ความเป็นลูกทุ่ง"

       http://kids.mweb.co.th/learning/00431.html
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 2
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2003,07:27 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ประวัติสุรพล สมบัติเจริญ

     

เกิด เมื่อ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2473
สถานที่เกิด บ้านเลขที่ 125 ถ.นางพิม อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ชื่อบิดา นายเปลื้อง สมบัติเจริญ อาชีพ รับราชการที่สรรพากร จ.สุพรรณบุรี
ชื่อมารดา นางวงศ์ สมบัติเจริญ อาชีพ ค้าขาย
พี่น้อง 6 คน เป็นพี่คนที่ 2 ชาย 4 หญิง 2 คน เรียงตามลำดับ อุดม,ลำดวน(สุรพล)เสียชีวิตแล้ว,จินดา,เฉลียว(เสียชีวิตแล้ว),ไสวและสมาน(เสียชีวิตแล้ว)

การศึกษา 
โรงเรียนประสาทวิทย์ จ.สุรพรรณบุรี
โรงเรียนกรรณสูตรศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี(จบมัธยม 6)
โรงเรียนก่อสร้างอุเทนถวาย เรียนได้เพียง 1 ปีเศษ
โรงเรียนจ่าทหารเรือ(กรมแพทย์ทหารเรือ) แผนกทหารหมอ

การทำงาน
เป็นครูประจำโรงเรียนสุพรรณกงลีเสียเสี้ยว
กรมช่างอากาศโยธา กองทัพอากาศดอนเมือง (ที่นี่เปลี่ยนชื่อจากลำดวนเป็นสุรพล)
ข้าราชการประจำกองดุริยางค์มหารอากาศจ่าอากาศตรี
ต่อมาก็ได้เลื่อนยศเป็นจ่าอากาศโทและจ่าอากาศเอกตามลำดับ

ภรรยา
ศรีนวล สมบัติเจริญ
บุตร-ธิดา 5 คน เรียงตามลำดับ สมพงษ์,สุรชัย,ศิรินทิพย์,สุรชาติและสุรเดช สมบัติเจริญ

นิสัย
ร่าเริง,เจ้าระเบียบ,ตระหนี่,ไม่ถือตัว,รักเสียงเพลง
การแต่งกาย
แต่งตัวตามสบาย ผ้าขาวม้าคาดพุง รองเท้าแตะ

ชอบ
การแต่งเพลงเป็นชีวิตจิตใจ(โดยเฉพาะที่พบเห็นกับตัว),สูบบุหรี่เกล็ดทองสั้น

กีฬา
สนุกเกอร์,บิลเลียด(ใส่หมวกปิดหน้า)

อาหาร
อาหารไทยน้ำพริก,แกงส้ม,ปลาเค็ม,ไก่,เนื้อเค็ม,ขนมปลากริมไข่เต่า,บัวลอยไข่หวาน,โอเลี้ยง,ลูกอมฮอลล์ขาว


วันที่สิบหกสิงหาคม... ครบรอบวันจากไปของ เอลวิส และบรมครู สุรพล สมบัติเจริญ...

ครูสุรพล สมบัติเจริญ...ซึ่งมีผลงานเพลงดังมากมายแต่ไม่เคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำกับเขาเลย..เป็นเพราะว่า คณะกรรมการตัดสินบอกว่าครูสุรพล ออกเสียงไม่ชัดเจน(คือยังออกเสียงพื้นบ้านของครูสุรพลเอง) จึงทำให้ไม่ได้รับรางวัลใดใด แต่ผลงานของครูสุรพล ก็ติดตรึงและประทับใจเราชาวไทยมากมาย


ครูสุรพล สมบัติเจริญ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 3
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 14 Sep. 2003,22:42 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สุรพล - เอลวิส "ความเหมือนที่แตกต่าง 6 ประการ

โดย เจนภพ จบกระบวนวรรณ

     คนเกิดวันเดียวกันหรือตายวันเดียวกันเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะ มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วไม่ถึงกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแต่อย่างใด ถ้าบังเอิญคนเกิดวันเดียวกันเป็นคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆท่านทั้งหลาย

     แต่นี่ไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงและมีคนรักคนรู้จักมากมายมหาศาล จึงนับเป็นเรื่องน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง

    ผมกำลังพูดถึง ศิลปินนักร้อง 2 คน ที่เชื่อมั่นว่าท่านผู้อ่านรู้จักดี
ถ้าท่านเป็นคนสนใจดนตรีกาลแล้ว ท่านต้องเคยได้ยินเพลงที่ศิลปิน
นักร้องทั้ง 2 ท่านนี้ขับขานแน่นอน เพราะหากท่านบอกว่าไม่รู้จัก
ไม่เคยได้ยินเพลงอะไรเลย ผมว่าท่านน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบ
ประสาทหรือไม่ท่านอาจจะเป็นคนตายด้านทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง
ก็เป็นได้

    ท่านหนึ่งคือ ครูสุรพล สมบัติเจริญ คนไทย

    

    อีกท่านนึ่งคือ เอลวิส เพรสลี่ย์ คนอเมริกัน

    

    เราลองมาคิดอะไร สนุกๆระหว่างคนสองคนนี้ดูดีไหมครับ ลองแสวงหา" ความเหมือนที่แตกต่าง " ของคนดังคู่นี้ดูเพื่ออรรถรสของการอ่านการเป็นคนช่างสังเกต และเพื่อเสน่ห์อย่างหนึ่งของการฟังการดูที่มีคุณภาพ

     ผมจะลองหยิบยกตัวอย่างความเหมือนพอเป็นสังเขปนะครับ เอาเฉพาะที่เหมือนก่อน ส่วนที่แตกต่างนั้น เว้นวรรคไว้ให้เป็นเรื่องแสวงหาของท่านผู้อ่านที่สนใจใคร่รู้จริงจังได้หาเอาเองแล้วกันเพราะหาเรื่องที่แตกต่างมันหาง่ายกว่า

ประการที่ 1 - เป็นนักร้องเหมือนกัน

     อันนี้แทบจะไม่ต้องอธิบายนะครับ เพราะเชื่อว่าทุกท่านทราบดีอยูแล้ว  ครูสุรพลเป็นนักร้องลูกทุ่ง และเอลวิสเป็นนักร้องเพลงสากล นั่นคือส่วนของความเหมือนแต่ในประเด็นแตกต่างในรายละเอียดสำคัญๆ คือ

     ครูสุรพล เป็นนักแต่งเพลงมือฉมังสร้างลูกศิษย์ลูกหามากมาย------- แต่เอลวิสไม่ปรากฎชัดเจนว่าแต่งเพลงและไม่ได้สร้างลูกศิษย์ลูกหาอะไร    มีแต่คนเลียนแบบอยากเป็นเอลวิสมากกว่าและเอลวิสเป็นนักแสดง  ไม่เคยแสดงภาพยนตร์เลยเคยแต่เล่นละครเพลงหน้าเวทีวงดนตรีเท่านั้น


ประการที่ 2 - เป็นราชาเพลงเหมือนกัน

     ตรงนี้ก็ชัด ครูสุรพล คือ ราชาเพลงลูกทุ่งไทยผู้ยิ่งใหญ่ ------ส่วน เอลวิส คือราชาเพลงร็อคแอนด์โรล ระดับโลกที่มียอดขายผลงานเพลงมหาศาลเพราะขายกันทั้งโลก ถ้าเทียบทั้งโลกก็มีคนร้องเพลงของเอลวิสมากกว่า แต่ถ้าเฉพาะเมืองไทย ผมว่าคนร้องเพลงครูสุรพลมากกว่านะ

ประการที่ 3 - เสียชีวิตวันเดียวกัน

     นี่นับว่าเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์อย่ายิ่ง ครูสุรพล สมบัติเจริญ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี พ.ศ.2511 ส่วน เอลวิส เพรสลี่ย์ เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2520 วันเดียวกันเป๊ะ แต่ห่างกัน 9 ปี
เท่านั้นเอง ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิตอันนี้แตกต่าง คือ ครูสุรพล นั่น
ถูกลอบยิงเสียชีวิต เรียกว่ามีคนอื่นมาทำร้ายท่าน

     ---- แต่เอลวิสวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเชื่อว่าเขาทำร้ายตัวเองด้วยการกินยาลดความอ้วนจนเกินขนาดทำให้หัวใจล้มเหลวตาย ถ้าลองเทียบอายุเล่นๆ พบว่า ครูสุรพลเสียชีวิตขณะมีอายุแค่ 37 ปี 10 เดือน 23 วัน ------ส่วนเอลวิส นั้นอายุ ยืนยาวกว่าครูนิดหน่อย เพราะเสียชีวตตอนอายุประมาณ 42 ปี


ประการที่ 4 - ใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงเหมือนกัน

    อันนี้หลายท่านอาจจะคิดไม่ถึง ไม่ได้สังเกต คือคนเรานั้นไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติจะมีชื่อจริง นามสกุลจริง ชื่อเล่น แต่หากคนๆนั้นเกิดเป็นศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักเขียน ก็อาจจะมีการตั้งชื่อใหม่ เป็นนามปากกาบ้าง หรือนามที่ใช้ทางการแสดงโดยเฉพาะบ้าง เพื่อเป็นเสน่ห์ดึงดูดคนให้จดจำง่าย  แต่ทั้งสองท่านนี่มั่นใจมั่นคงคงในการใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงเลยครับ ครูสุรพล เดิมทีท่านชื่อ ลำดวน และท่านมาเปลี่ยนตอนเข้ารับราชการดังนั้นชื่อที่ปรากฎในบัตรประชาชนในทะเบียนบ้านต่อมาจึงเป็นสุรพล สมบัติเจริญ

    -----ส่วนเอลวิส ก็มีชื่อจริงสกุลจริงว่า เอลวิส แอรอน เพรสลี่ย์ คือมีชื่อกลางด้วย คล้ายๆชื่อเล่นอะไรประมาณนั้น  เวลาร้องเพลงก็ใช้ เอลวิส เพรสลีย์

ประการที่ 5 - เป็นทหารเหมือนกัน

    ในรายละเอียดของชีวิตของทั้งสองท่านนี้ก็พอดีมีอะไรผูกพันกับชีวิตทหารเหมือนกันอีก นั่นคือครูสุรพล นั่นเป็นทหารอากาศยศพันจ่าอากาศโท

     ---ส่วน เอลวิส นั่นเป็นทหารบก เคยไปประจำการถึงประเทศเยอรมัน เข้าทหารโดยผ่านการเกณฑ์เมื่ออายุ 21 ปี ซึ่งตอนนั้นเอลวิสดังระเบิดเถิดเทิงแล้ว โดนทหาร 2 ปี ปลดมาได้รับการติดยศสิบเอกเป็นกรณีพิเศษ แต่ระหว่างนั้มีเพลงติดชาร์ตตลอด

ประการที่ 6 - โยกไมค์ร้องเพลงเหมือนกัน

     เอลวิส นั่นไม่ต้องพูดถึงเพราะภาพลักษณ์ที่เด่นชัดของเขาคือ ลีลาการโยกคลึงอย่างเร้าใจ โดยเฉพาะจังหวะร็อค จังหวะทวิส อะไรพวกนี้ ภาพที่เราคุ้นตาคือลีลาการโยกไมค์ร้องเพลงของเขาติดตาติดใจคนหนุ่มสาวทั้งโลกเลย ยิ่งมีภาพยนตร์สนับสนุนด้วยแล้ว ลีลาแบบเอลวิสก็ยิ่งทะลุทะลวงจิตใจคนใหญ่

      แต่สำหรับ ครูสุรพล ถ้าไม่ใช่มิตรเพลงตัวจริงที่ติดตามการแสดงหน้าเวทีของครูอาจจะไม่ทันสังเกตว่า ครูก็มีลีลาโยกไมค์เหมือนกัน แต่ของครูไม่เต้น โยกแล้วหมุนไมค์ ร้องเพลงเอียงคอยักคิ้วไปตามลีลาเพลงเท่านั้น เพราะเพลงของครูส่วนใหญ่ก็อยู่ในส่วนจังหวะรำวง


สุรพล - เอลวิส
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 4
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 16 Sep. 2003,02:04 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เล่าขานเรื่องราว สุรพล สมบัติเจริญ

    ทางคุณพ่อต้องการให้สุรพล หรือเด็กชายลำดวนเป็นช่าง เมื่อเรียนจบที่สุพรรณบุรี  คุณพ่อจึงส่งสุรพลเข้ามาเรียนต่อที่ช่างก่อสร้างอุเทนถวายแต่สุรพลก็เรียนได้เพียงปีครึ่งไม่ถึงดีก็ต้องลาออกเพราะ
ใจไม่รัก  แต่มาเรียนด้วยไม่อยากขัดใจคุณพ่อ การเรียนก็เลยไม่ดี  แต่ถึงกระนั้นคุณพ่อเปลื้องก็ไม่ค่อยเอ่ยปากดุด่าหรือว่ากล่าวอะไรลูกสักคำเดียว  เพราะเป็นคนเข้าใจลูก เข้าใจโลก เพียงแต่ปลอบใจ และให้สุรพลเลือกทางเดินชีวิตเอาเอง

     เมื่อเป็นเช่นนั้นสุรพลก็ต้องเลือกที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยลำแข้งของตัวเอง เขาไปสมัครเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนสุพรรณกงลิเสียเสี้ยว เป็นโรงเรียนจีน แต่สอนอยู่ได้แค่ครึ่งปีก็ลาออก ด้วยใจไม่ได้รักอาชีพนี้อย่างจริงจัง


     
     
     "นักร้อง " ต่างหากล่ะ ที่สุรพลใฝ่ฝันอยากจะเป็นมากที่สุดในเวลานั้น  เขาหลงใหลในน้ำเสียงของราชาเพลงรำวง อย่างเบญจมินทร์มากที่สุด  

     ด้วยเหตุนี้ การสมัครเข้าไปเป็นทหารอยู่ที่โรงเรียนนักเรียนจ่าทหารเรือในเริ่มแรกที่หวังจะได้รับใช้ชาติและหาลู่ทางเข้าสู่ถนนเสียงเพลง จึงค่อนข้างจะผิดหวัง ประกอบกับเกิดเหตุการณ์คึกคะนองตามประสาวัยรุ่น  สุรพลได้แอบหนีไปกับเพื่อนคู่ใจเพื่อไปดูเขาเล่นการพนัน โดยอาศัยความมืดหลบยามรักษาการณ์แล้วปีกำแพงและว่าจ้างเรือแจวข้ามฟากที่ท่าช้าง  เพื่อไปแหล่งการพนันที่ใหญ๋ในยุคนั้น แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าจับพวกนักพนันรวมทั้งสุรพลด้วย โดนตำรวจจับไปที่โรงพักชนะสงคราม โดยเป็นที่ขังครั้งแรกเพื่อรอการพิจารณาคดี  ผลการสอบสวนปรากฎว่ามีความผิดทางวินัยทหาร 3 กระทง ได้แก่

1. ออกนอกบริเวณโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. เล่นการพนันอันผิดกฎหมาย
3. หลบหนีเจ้าพนักงาน

     สุรพลกับเพื่อนทหารจึงถูกส่งตัวไปยัง " สมอแดง " ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษทหารเรือของกรมแพทย์โดยเฉพาะเป็นเวลา 45 วัน ก็เลยกลายเป็นขวัญใจของนักโทษทหารทั้งหมดเพราะเขาคอยร้องเพลงกล่อมทหารจนกว่าทุกคนจะหลับหมด  จึงจะหลับได้  เมื่อถึงเวลาพ้นโทษทุกคนรู้สึกเสียดาย และอาลัยอาวรณ์

     ออกจากคุกทหารก็ถูกปลดจากนักเรียนจ่ามาเป็น " พลทหารหมวดเรือเล็ก " เป็นหมวดสำหรับทหารเกณฑ์เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม เมื่อครบกำหนด 2 ปี ที่เป็นลูกประดู่รับใช้ชาติอยู่นั้น เขามองไม่เห็นแสงสว่างที่จะก่าวไปสู่ประตูการเป็นนักร้องได้เลย สุรพลเลยตัดสินใจทิ้งเครื่องแบบทหารเรือ แล้วหันไปสมัครเป็นคนงานธรรมดาอยู่ที่กองทัพอากาศรับค่าแรงเป็ยรายวันวันละ 12 บาท และที่นั่นเขาได้ตัดสินใจเด็ดขาดเปลี่ยนชื่อจาก " ลำดวน " มาเป็น
" สุรพล สมบัติเจริญ "

     ชื่อเสียงทางด้านการร้องเพลงเริ่มต้นมาจากในหมู่เพื่อนฝูง จากกลุ่มเล็กๆ  ค่อยๆขยายเป็นกลุ่มใหญ่ความหวังที่เคยมืดสนิทเริ่มจะส่องประกายเล็กๆขึ้นมาบ้างแล้ว จนกระทั่งได้มีโอกาสโชว์ลูกคอในงานสังสรรค์ภายในกองทัพอากาศคราวหนึ่ง น้ำเสียงของเขาได้ไปสะดุดหู เรืออากาศศรีปราโมทย์วรรณพงษ์ หัวหน้าคณะนักมวยเลือดชาวฟ้าเข้าอย่างจัง รุ่งขึ้นอีกวันเขาก็ถูกเรียกเข้าไปพบที่ห้องทำงานของหัวหน้าคณะนักมวย   หลังจากนั้นสุรพล สมบัติเจริญก็ได้ย้ายเข้าไปประจำกองดุริยางค์ทหารอากาศ

     ในเวลาต่อมาโดยการสนับสนุนของเรืออากาศตรีปราโมทย์  ชีวิตที่สุรพลเคยฝันปละโปรดปรานที่สุดก็เริ่มต้นจากที่นี่ เขาขยันและฝึกตัวเองอย่างหนักจนที่สุดก็ได้ออกร้องเพลงประจำดุริยางค์บ่อยขึ้น

     

      เพลงแรกในชีวิตการเขียนเพลงและร้องบันทึกแผ่นเสียงของเขาจึงเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น เพลง " น้ำตาสาวเวียง " เป็นเพลงแรกที่เขาได้บันทึกเสียงเมื่อปี พ.ศ.2496 พร้อมๆกับอีก 9 เพลง แต่ที่ดังและเป็นที่รูจักของคนทั่วไปก็คือเพลง " ชูชกสองกุมาร " ที่ร้องคู่กับเด็กชื่อ " จ้อย " (ไม่ทราบชื่อจริง )

      และจากเพลงนี้ที่คนเริ่มจะรู้จัก สุรพลก็มีงานเพลงชุดใหม่ตามออกมา มีชื่อเสียงมากในหมู่นักดูวงกองทัพอากาศ หรือจะว่าดังในเขตทหารอากาศ ชุดใหม่ก็มีเพลง โดดร่ม , พระรามตามกวาง และ คำเตือนเพื่อนชาย

       เพลงที่ดังสนั่นเมืองเลื่องลือไปทั่วประเทศและทำให้คนรู้จักความเป็น " สุรพล สมบัติเจริญ " อย่างแท้จริงในเวลาต่อมาก็คือเพลง " ลืมไม่ลง " และเมื่อชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป สุรพลจึงมีงานร้องเพลงนอกสังกัดถี่ขึ้นเป็นลำดับ อาทิ ร่วมร้องกับวง " แมมโบ้ร็อค " ของ เจือ รังแรงจิตร วง " บางกอกช่ะช่ะช่ะ " ของ ชุติมา สุวรรณรัตน์ และ สมพงษ์  วงษ์รักไทย ส่วนวงดนตรีที่สุรพลร้องด้วยมากที่สุดคือ วง " ชุมนุมศิลปิน " ของ จำรัส วิภาตะวัตร และตัวจำรัสกับ ทองแป๊ะ สินจารุ โฆษกยุคนั้นก็เป็นคนที่สุรพลรักและเคารพนับถือมาก


เล่าขานเรื่องราวสุรพล สมบัติเจริญ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 5
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 17 Sep. 2003,19:48 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

สุรพลกับงานวงดนตรี

    วันเปิดวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญวันแรก ตรงกับวันตรุษจีนพอดี ที่วัดโชติทายการาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ตรงกับปี พ.ศ.2503

    


จากปากคำของครูพยงค์ มุกดา

       

       ท่านเล่าว่าครั้งหนึ่งได้ไปเจอกันในงานประชันวงดนตรี ซึ่งสุรพลก็ได้รับเชิญไปกับวงที่จะมาประชันกัน เจอกันก็คุยกัน คุณนี่น่าจะตั้งวงได้นะ ซึ่งเขาก็บอกว่าความสามารถเขายังไม่ถึงขั้นหรอกในทำนองถ่อมเนื้อถ่อมตัว ซึ่งผมก็ชี้แจงให้เขาฟังว่าเขามีไอเดีย มีสไตล์มีแบบฉบับ เพลงที่เขาแต่งร้องอัดแผ่นเสียงที่ได้ยินมามันไม่ใช่เป็นเพลงที่เขาร้องเพื่อตัวเขา เช่นแต่ง เพลงชูชกสองกุมาร มีลักษณะเป็นลูกเล่นลูกหัวอยู่ในตัว เป็นละครโดยเอาเด็กมาร้องด้วย ซึ่งก็บอกไปว่าลักษณะอย่างนี้เขาน่าจะเป็นหัวหน้าวงได้

      ซึ่งเขาก็รับฟังแล้วก็เก็บๆเอาไว้ และก็คงจะมีความรู้สึกในใจว่าน่าจะตั้งวงลองกระทำดู หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก เพราะเขาเป็นนักร้องรับเชิญเมื่อไปในงานต่างๆบางทีก็เจอบางทีก็ไม่เจอกัน เขายังให้ความเคารพเหมือนเดิม จนกระทั่งมาทราบว่าข่าวตอนหลังว่า เขาได้พบกับ ก้านแก้วสุพรรณ แล้ว ผ่องศรี วรนุช ซึ่งเป็นนักร้องในยุคเดียวกันแล้วก็เกิดพอใจกันที่จะร่วมกันตั้งวง

     " เมื่อพูดสุรพล สมบัติเจริญ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเป็นเวลา 30 ปีที่จากเราไป   มันยังเป็นภาพที่เหมือนกับไม่นานมานี่เองที่ผมได้เจอกับสุรพล ซึ่งในตอนนั้น ผมยังเป็นนักร้อง นักแต่งของวงดุริยางค์ทหารเรือ และมีวงดนตรีที่แสดงอยู่ที่เฉลิมบุรีและที่ต่างๆ  สุรพลที่รู้จักตัวก็จากเสียงเพลงที่เขาร้องอัดแผ่นเสียง โดยมากร้องเพลงแบบรำวง เมื่อได้ฟังเสียงก็นึกถึงเบญจมินทร์  เพราะว่ารู้สึกว่าสไตล์จะมาจากเบญจมินทร์ก่อน ตอนนั้นเบญจมินทร์ได้ฉายา ราชารำวง ตอนที่เจอตอนนั้นเขาออกมาจากทหารเรือแล้ว แล้วก็มาอยู่เป็นทหารอากาศ แต่วาไม่ได้อยู่ที่กองดุริยางค์ไม่ได้เป็นนักร้อง ส่วนมากทีเจอกันก็จะเจอตามงานต่างๆ สุรพลจะเป็นนักร้องรับเชิญ นักร้องอิสระ พอใจก็ไปไม่สังกัด
ที่ไหน " ครูพยงค์นั่งทบทวนอดีตให้ฟัง


     ในวันเปิดวงที่ราชบุรี ครูสำเนียง ม่วงทอง ที่หลายคนเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่ในบรรยากาศของวันนั้นด้วย ได้เปิดเผยว่า วันที่สุรพลเปิดวงไม่ได้  เพราะต้องแยกตัวไปตั้งวงรวมดาวกระจายในวันเดียวด้วย

     " ถ้าพูดถึงสุรพลกับผมแล้วเรียกได้ว่าเป็นคู่หูกันก็ว่าได้ เคยร่วมงานกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะแยกตัวไปตั้งวงต่างคนต่างไป เรารักกันมาก แต่งเพลงร่วมกัน ตอนที่ร่วมงานกันมีเงินรวมกันแล้วไม่ถึง100ิ บาท ต้องเดินขายเพลง  แต่พอตอนหลังที่แยกกันสุรพลมีเป็นล้านส่วนผมยังเป็น 100 เหมือนเดิม "


     " การเขียนพลงของสุรพลส่วนใหญ่จะเป็นเพลงในแนวรำวง ผิดกับผมที่ชอบ จะแต่งเพลงแนวหวานๆเศร้าๆ ตอนที่เขาถูกยิงตาย จำได้ว่าวงรวมกระจายอยู่ที่จังหวัดนครพนนม รู้ข่าวจากวิทยุในวันรุ่งขึ้น ตอนนั้นเสียใจมากเหมือนกับเขายังอยู๋ใกล้ๆเรา "

     " สุรพลจะเป็นคนง่ายๆคิดง่ายๆตรงไปตรงมา เจ้าระเบียบ ตระหนี่ถี่เหนียว " ครูสำเนียงหยอดท้าย

     ก้าน แก้วสุพรรณ เพื่อนซี้อีกคนหนึ่งของสุรพลที่มักจะเรียกขานกันว่า " ไอ้เฒ่า"

    

     ในวันเปิดวงก็ไม่ได้ไปร่วมงาน เพราะติดงานวงประกายดาวของตัวเองเช่นกัน  แต่ก้านได้รำลึกถึงการแสดงหน้าเวทีของวงดนตรีสุรพล สมบัติเจริญ ให้ฟังว่า  ด้านหน้าเวทีวงสุรพลจะโดดเด่น เอกลักษณ์ของสุรพลคือการร้องไปแล้วก็ยักคิ้ว  หลิ่วตากับแฟนเพลงเป็นเสน่ห์ในตัวเองของสุรพลที่แฟนเพลงรัก เวลาไปแสดงที่ไหนจะได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างคับคั่ง และสุรพลก็ไม่เคยทำให้
แฟนเพลง ผิดหวังเพราะเขาทุ่มเทให้กับงานมาก

     " ลูกศิษย์ทุกคนเมื่ออยู่หน้าเวที สุรพลจะห้ามนำเพลงของคนอื่นมาร้องเด็ดขาด  จะต้องร้องเพลงที่สุรพลแต่งให้เท่านั้น และแนวเสียงก็จะแตกต่างกันไปคุณภาพหน้าเวทีของวงสุรพลจึงมีอยู่ตรงนี้  การแสดงของสุรพลีกย่างหนึ่งที่แฟนเพลงประทับใจมากคือละครเพลงหน้าเวที ซึ่งจะแสดงร่วมกับชาวคณะเรียกทั้งน้ำตา  และเสียงหัวเราะได้อย่างมาก "

    " ผมประทับใจในตัวสุรพลตรงที่ความเป็นห่วงเป็นใยที่สุรพลมีให้" ก้านย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    เล่าขานเรื่อง สุรพล สมบัติเจริญ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 6
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 18 Sep. 2003,23:43 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

กังวานไพร ลูกเพชร

           ลูกศิษย์คนล่าสุดได้พูดถึงบุคลิกหน้าเวทีการแสดงของสุรพล สมบัติเจริญ ว่า สุรพลเป็นต้นแบบของลูกทุ่ง การพูดหน้าเวทีก็แบบลูกทุ่งตรงไปตรงมา ไม่มีการอ้อนแบบลืเกเหมือนกับที่นักร้องรุ่นใหม่ๆเขาปฎิบัติกันอยู่ในเวลานี้ และการขึ้นโชว์ก็ต้องเป็นไปตามกำหนดเวลาส่วนใหญ่จะขึ้นเวทีตอน 4 ทุ่มเป็นมาตรฐาน แต่ก็ไม่ได้ร้องเพลงเยอะ ที่ต้องออกหน้าเวทีก่อนก็เพราะต้องมายืนแนะนำนักร้องประจำวง ช่วงแรกๆจะร้องแค่ 4-5 เพลง   จะหนักไปทางการพูดเล่นพูดหัวกับพวกตลกที่จะคอยออกมาแจมอยู่ทุกๆช่วง เพราะเมื่อก่อนไม่มีหางเครื่อง   ครูจะเป็นคนเดียวที่ใช่วาทะศิลป์มากกว่าการร้องและจะปิดวิกเอาตอนเที่ยงคืนกว่าๆ

        " ที่ว่าครูเจ้าชู้ชอบยักคิ้วหลิ่วตาให้คนดูนั้นยืนยันได้ว่าจะยักคิ้วเฉพาะในเพลงเท่านั้น คือถ้าเป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องผู้หญิง อย่างเช่นว่า สวยก็จริงนะสาวขาวก็จริงนะน้อง.... คือไม่ใช่ยักเรื่อยเปื่อย "

       " ครูจะเป็นคนเด็ดขาด ดุในที เหล้าไม่ดื่มแต่จะสูบบุหรี่เกล็ดทอง ชอบดื่มโอเลี้ยงเป็นประจำการรับนักร้องมาอยู่ในวง สุรพลจะมีกฎห้ามรับนักร้องที่ร้องแนวเสียงสุรพล   ครูจะว่าแล้วมันจะดังได้ยังไงถ้ามาร้องแนวเสียงแก จะสังเกตเห็นว่านักร้องยุคก่อนแนวเสียงจะแตกต่างกันไป "

       " เทคนิคในการดึงดูดใจผู้ชมให้ตรึงตาอยู่หน้าเวทีของสุรพลก็คือ ทั้งนักร้อง-ตลกหรือผู้แสดงต้องจับกลุ่มเป็นก้อนเดียว    ถ้าใครทำตัวออกห่างกลุ่มไปสร้างจุดเด่นอยู่คนเดียวครูจะเรียกไปดุทันที ซึ่งปัจจุบันนี้วงดนตรีหลายวงมักไม่ใส่ใจตรงนี้ นักร้องร้องอยู่หลังหางเครื่องก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะไปร้องทำไม ให้เขาโชว์หางเครื่องเสีย
ก็สิ้นเรื่อง " กังวานไพรว่าพลางหัวเราะหึๆและว่า


        สุรพลเป็นคนพูดน้อย มีระเบียบ มีวินัย เพราะท่านเป็นทหาร จะไปแสดงที่ไหนก็ตามต้องตรงต่อเวลา   ถ้าใครมาไม่ทันก็ต้องตามกันสุดกู่ทีเดียว อยู่ที่ไหนต้องตามให้ทัน   ถ้าผิดระเบียบจะต้องถูกสั่งพักไปไหนไปด้วยกันเป็นหัวหน้าวงที่ไม่ทิ้งลูกน้อง กลับก็กลับด้วยกัน ในการเป็นครูกับศิษย์ ครูสุรพลจะไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง ท่านเรียบง่ายเพียง
แต่ลูกศิษย์จะเกรงใจท่านไปเอง แต่เวลาแสดงอะไรต่อมิอะไรครูก็จะดูแลทุกอย่างตั้งแต่เริ่มดนตรี เพลงมาร์ชขึ้นไตเติ้ลขึ้นแกก็จะอยู่ในภวังค์ของแกตลอด ถ้าไม่ดูก็ฟังอย่างตั้งใจ  ฟังหมดน้กร้องจะร้องผิดร้องเพี้ยนอย่างไรท่านรู้หมดแล้วท่านก็ติเอง

        " สิ่งที่ได้มาจากครูในชีวิตการเป็นนักร้องคือตรงต่อหน้าที่ ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ต่อเจ้าภาพ รับปากไปแสดงแล้วต้องไปให้ได้ แล้วก็ความประหยัด    ครูจะสอนเรื่องความประหยัดการใช้จ่ายเงินทอง ถ้าครูเห็นลูกศิษย์มีสร้อยใส่มีแหวนมีนาฬิกา แต่งตัวดีๆครูก็จะภูมิใจมาก "
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 7
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 20 Sep. 2003,00:26 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

ขอบคุณ คุณนิด ที่เอาเพลงดีๆมาฝากค่ะ

เล่าต่อเรื่องสุรพล สมบัติเจริญ นะคะ

ผ่องศรี วรนุช  อดีตนักร้องแม่เหล็กหญิงของวงได้ลำดับเรื่องราวในอดีตให้ฟังว่า

     


     "สมัยร่วมงานกันพี่พลเป็นคนตลกร่าเริง สนุก แต่จริงจังต่องาน บางครั้งก็ตลกทะลึ่งแหย่เล่นกันในทีมงานเพราะเรารักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง เมื่อสมัยก่อนนั้นพี่เขาจะเรียกผ่องศรีว่า " อีแป้น "    ส่วนพี่พลก็จะเรียกกันว่า " เจ้ายาว " ส่วนพี่ก้านก็จะเรียกว่า " ไอ้เฒ่า "ก็จะเรียกกันอย่างนี้จะไม่โกรธกันเลย"

     "พี่พลเป็นคนดีรักครอบครัว เป็นห่วงครอบครัว ทำงานตรงนี้ก็เพื่อครอบครัว ถึงเวลาดนตรีจะไปทำการแสดงจะขึ้นรถที่ไหนก็แล้วแต่พี่พลจะนัดจุดเอาไว้ พอถึงที่ปุ๊บลูกน้องขนของเข้าโรงเรียบร้อย พี่พลจะตรงไปที่โต๊ะบิลเลียดทันที พี่พลชอบเล่นบิลเลียดเป็นชีวิตจิตใจ พอใกล้ถึงเวลาแสดงก็จะกลับมาหาข้าวราดแกงกินข้างหลังเวที พี่พลจะกิน
ง่ายๆ "

     " เวลาโกรธก็หน้าเง้าหน้างอบ่นพึมพัมแล้วก็เดินดุ่มไปเลยจะโกรธไม่นาน แต่กับผ่องศรี  แกโกรธจนแก่สิ้นบุญแกยังไม่อภัยให้เลย เหตุเป็นเพราะที่ผ่องศรีแยกตัวออกมาจากวงดนตรีของแกในขณะที่กำลังดังนั้นแหละ  มีอยู่ช่วงหนึ่งเจอแกที่ห้องอัดเสียง หรือจะเจอ
ที่ไหนสักแห่ง พอผ่องศรีเห็นแกลงจากรถก็รีบวิ่งไปยกมือไหว้แกหันปากหันก้นสะบัดแวบเลยไม่ยิ้มไม่ยกมือรับไหว้ไม่พูดอะไรทั้งสิ้นแต่ผ่องศรีก็ไม่เคยถือเจอแกที่ไหนก็ยกมือไหว้ตลอด แต่คิดว่าเอาเฮอะจะต้องชนะพี่พลให้ได้  จะยกมือไหว้เรื่อยไปจนกว่าพี่เขาจะรับไหว้ใจเราคิดอย่างนั้น แต่แกก็ไม่ยอมรับไหว้ "

     "คราวที่ไปเล่นประชันกันที่โคราชคราวนั้นผ่องศรีบอกคนจัดเลยว่า  ถ้าไปแล้วเขาไม่ให้ร้องผ่องศรีอายเขาแย่นะ คนจัดเขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจัดการเองจำได้ว่าเป็นงานของป๋าศักดิ์เกษม พอผ่องศรีเดินขึ้นบันไดไป แกก็ยืนอยู่กับกลุ่มนักดนตรีตรงบันไดนั่นแหละ พอเห็นผ่องศรีแกหันหลังเดินผละไปเลย ไม่มองหน้าสักนิด แต่ก็แอบดูว่าผ่องศรีจะพูดอะไรกับใครใจแกเด็ดจริงๆ " ผ่องศรีเล่าความหลัง


บทความ " สุรพล-เอลวิส " โดย อาจารย์สุขุม นวลสกุล

บทความ " สุรพล-เอลวิส ความเหมือนที่แตกต่าง" โดย เจนภพ จบกระบวนวรรณ
Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 8
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 21 Sep. 2003,06:08 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE




น้ำตาจ่าโท

สุรพล สมบัติเจริญ




สิ้นสุดกันที ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน
เท่านี้ก็สาแก่ใจ ซาบซึ้งทรวงในอกเรา
โบราณท่านว่า บรรดาช้างสารงูเห่า
อีกทั้งข้าเก่าเมียรัก ท่านเปรียบไว้นัก อย่าได้วางใจ


เช่นดั่งตัวผม ต้องตรมดวงใจสุดถอน
เมียรักที่เคยกอดนอน ต้องมาหนีจรจากไป
ลืมผัวทิ้งลูก ปลูกฝังคิดคบชู้ใหม่
เมียเอ๋ยช่างเลวเหลือร้าย ผีป่าหรือไร สิงใจแม่นาง


..ลืม น้ำพริกผักจิ้มไตปลา
เจ้าลืมแม้กลิ่นปลาร้า เจ้าลืมกระทั่งปลาย่าง
เจ้าไม่ถวิล จึงโบยบินคิดติดปีกหาง
อำลาผัวไปไกลห่าง ทิ้งลูกร้องครางจนแทบขาดใจ


..สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่นางโมราใจสอง
ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป
สงสารแต่ลูก เฝ้าแต่คร่ำครวญร้องไห้
ลูกเอ๋ยแม่จากเจ้าไป พ่อยังเลี้ยงได้นะลูกยา


..ถึงแม้พ่อมียศจ่าโท สองบั้งไม่ใหญ่ไม่โต
เจ้าไม่ต้องกลัวน้อยหน้า
พ่อจะส่งเสียให้เจ้าได้รับการศึกษา
ต่อไปในภายภาคหน้า เจ้าจะได้มีวิชาติดตัว


สิ้นชาติขาดกัน ตั้งแต่วันนี้เถิดหนา
นางหญิงใจทรามชั่วช้า เยี่ยงนางโมรา ฆ่าผัว
ไม่เคยนึกอิ่ม ชอบชิมรสกามเมามัว
จนลืมรักลูกรักผัว
..น้ำใจแสนชั่ว ผัวเดียวไม่พอ...




---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 9
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 30 Sep. 2003,11:10 Skip to the previous post in this topic. Skip to the next post in this topic. Ignore posts   QUOTE

เพลง เสียวไส้ เป็นเพลงฮิตเพลงหนึ่งของ สุรพล สมบัติเจริญ




เสียวไส้ 
สุรพล สมบัติเจริญ




เสียวไส้จริง ๆ คุณผู้หญิง คุณผู้หญิงสมัยนี้
แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที (แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที)
ช่างสั้นสิ้นดี นะแม่คุณเอ๋ย

ผ้าผ่อน เมตรละไม่กี่สตางค์
ทำไมน้องนาง จึงขี้เหนียวจังเลย
ขา ขาวขาว ก็พอไหว เอ๊า (ขา ขาวขาว ก็พอไหว)
แต่บางคนขาลาย ไม่เอาไหนเลย Solo.... ..

เสียวไส้เต็มทน ตามถนนตามถนนหนทาง
ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง (ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง)
นุ่งสั้นกันจัง ตามอย่างกันเปี๊ยบเลย

แท็กซี่ วิ่งอยู่ตามถนน
พอมองขาหน้ามนรถเลยชนกันเลย
ฮ่วย! ช่วยมันซวยแต่เช้า ก็เพราะไอ้ขาขาวขาว เลยค้างค่าเช่าตามเคย

เสียวไส้จริงจริง คุณผู้หญิง คุณผู้หญิงสมัยนี้
แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที (แต่งตัวออกจากบ้านแต่ละที)
ช่างสั้นสิ้นดี นะแม่คุณเอ๋ย

ผ้าผ่อน เมตรละไม่กี่สตางค์
ทำไมน้องนางจึงขี้เหนียวจังเลย
ขา ขาวขาว ก็พอไหว เอ๊า (ขา ขาวขาว ก็พอไหว)
แต่บางคนขาลาย ไม่เอาไหนเลย .

เสียวไส้เต็มทน ตามถนนตามถนนหนทาง
ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง (ไม่ว่าสาว ไม่ว่าสาวแก่แม่นาง)
นุ่งสั้นกันจัง ตามอย่างกันเปียบเลย

แท็กซี่ วิ่งอยู่ตามถนน พอมองขาหน้ามน รถเลยชนกันเลย
ฮ่วย ช่วยมันซวยแต่เช้า ก็เพราะไอ้ขาขาวขาว เลยค้างค่าเช่าตามเคย



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
 Post Number: 10
add Search for posts by this member.
ฅนเก็บกวาดใบไม้
Avatar



กลุ่ม: ฅนทำความสะอาด
จำนวนโพสต์: 4831
เข้าร่วมเมื่อ: 27 Jun. 2002

อัตรานิยม: 4
PostIcon โพสต์เมื่อ: 03 Oct. 2003,07:49 Skip to the previous post in this topic.  Ignore posts   QUOTE






บ้านนี้ฉันรัก (บ้านน้อยหลังนี้)

คำร้อง - ทำนอง สุรพล สมบัติเจริญ
ขับร้อง สุรพล สมบัติเจริญ
(บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2508)




บ้านน้อยหลังนี้สุขีเสียจริง
ปลูกไว้สมใจทุกสิ่ง สวยจริงนะฉาบสีฟ้า
หน้าต่างประตู ติดม่านสวยหรูงามตา
ยามน้องผ่านไปมา พี่ยืนในบ้านแหวกม่านมองเห็น


บ้านน้อยหลังนี้สุขีเสียจัง
แอบมองน้องทางหน้าต่าง ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
แหวกม่านมองดูอดสูเหลือจะลำเค็ญ
เกี้ยวก็เกี้ยวไม่เป็น ได้แต่แอบมองน้องอยู่ทุกวัน


เห็นน้องเดินเดี่ยว เปลี่ยวใจพี่อยากจะทัก
แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะใจไม่วายนึกหวั่น
จะยิ้มจะหัว ก็กลัวน้องจะไม่หัน
หัวใจพี่แสนอัดอั้น มาทุกวันจวบจนบัดนี้


บ้านน้อยหลังนี้ถึงแม้ฉันจน
กัดกินแม้เพียงเกลือป่น ยอมทนไม่จากหน่ายหนี
เงินหมื่นเงินแสน ไม่อาจแม้นมาราวี
พรากบ้านฉันไปขยี้ บ้านน้อยหลังนี้ฉัน รักจริง



---- ---- ---- ---- ---- ----
 

Offline
Top of Page Profile Contact Info 
43 คำตอบนับตั้งแต่ 25 Sep. 2003,06:51 < ไปกระทู้เก่ากว่า | ไปกระทู้ใหม่กว่า >

[ เกาะติดกระทู้นี้ :: ส่งต่อกระทู้นี้ :: พิมพ์กระทู้นี้ ]


Page 1 of 512345>>
reply to topic new topic new poll



บ้านฅนธรรมดา - ธรรมชาติ เสียงธรรมและเสียงเพลง
E-mail : admin@thummada.com